7 วิธีการทำ Image Optimization สำหรับรูปภาพบนเว็บไซต์เพื่อ SEO

Strategy

ในการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่ถูกค้นหาจากผู้ใช้งานได้โดยง่าย คลิ้กปุ๊ป ก็ขึ้นมาหน้าแรกเลยนั้น จำเป็นต้องอาศัยหลายปัจจัยเพื่อช่วยดันให้เว็ปไซต์ของคุณถูกเข้าถึงได้โดยง่าย

และหนึ่งในปัจจัยที่สามารถนำมาช่วยผลักดันให้เว็ปไซต์ของคุณถูกค้นหามากขึ้น นั่นก็คือ การใช้ ‘รูปภาพ’ มาช่วยให้เกิดประโยชน์ หรือวิธี Image optimization นั่นเอง

ข้อมูลทางสถิติ พบว่า การค้นหาบน Google กว่า 27% มาจากการค้นหารูปภาพ (Google Image seach)  นั่นแปลว่า เมื่อคนค้นหารูปภาพแล้วไปเจอรูปของคุณขึ้นมาลำดับต้น ๆ ก็มีแนวโน้มที่คนเหล่านั้นจะคลิ้กเข้าไปดูเนื้อหาในเว็บเจ้าของรูปภาพด้วย 

ทำความรู้จักกับ “Image Optimization” 

“Image Optimization” คือการใช้รูปภาพที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (optimization) ประสิทธิภาพในที่นี้ จะหมายถึง ทำยังไงให้รูปภาพที่คุณใช้ ส่งผลดีต่อ SEO ของเว็บไซต์คุณนั่นเอง โดยการทำ Image optimization อาจทำได้หลายวิธีการ ซึ่งจะพูดต่อไปในหัวข้อถัด ๆ ไป 

ตัวอย่างเช่น การเลือกขนาดไซส์รูปภาพ ก็ส่งผลต่อ SEO 

โดยรูปภาพที่มีคุณภาพสูง แต่มี format, size, resolution ที่ไม่ซับซ้อนมากจนเกินไป ทำให้ search engine crawler หรือ internet bot ที่คอยจับข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผลในการสืบค้นต่อไป 

ซึ่งคือการทำให้รูปภาพบนเว็บไซต์ อยู่ใน format, size, resolution ที่เหมาะสม โดยได้ภาพที่มีคุณภาพสูง จะช่วยส่งผลดีต่อ SEO ทำให้รูปภาพ และเว็บไซต์ของคุณ ถูกนำขึ้นมาในลำดับต้นบนหน้า search เวลาที่ลูกค้าค้นหา ได้มากขึ้น 

แต่นั่นเป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยให้ SEO ของเว็บไซต์คุณดีขึ้น

Image Optimization ส่งผลอย่างไรต่อลูกค้า 

คุณรู้หรือไม่ว่ารูปภาพเป็นส่วนที่กินพื้นที่กว่า 21% ของเว็ปไซต์คุณ เพราะข้อมูลประเภทรูปภาพนั้นมีความจุที่เยอะกว่าข้อมูลประเภทข้อความหรืออื่น ๆ ดังนั้นแล้วการมีรูปภาพที่ขนาดใหญ่เกินจำเป็น จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ลดลงด้วย

ข้อมูลจาก Arberdeen Group ทำการศึกษาพบว่า…

“การที่เว็บไซต์โหลดช้าไป 1 วินาที ส่งผลต่อสัดส่วน conversion ที่ลดลง 7%”

“40 % ของคนทั่วไป ออกจากหน้าเว็บทันที เมื่อเว็บนั้นใช้เวลาโหลดนานเกินกว่า 3 วินาที”

ดังนั้นแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนา user experience และ interaction บนหน้าเว็บไซต์ มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความพึงพอใจของลูกค้า และการมีรูปแบบเว็บไซต์ที่ถูกต้องจะส่งผลดีต่อ Ranking ของเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้ก็จะกลับมาส่งเสริมในด้าน customer engagement, conversions และ retentions เพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยเคล็ดลับที่ช่วยพัฒนา SEO ของคุณให้ดีขึ้นจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันเลย …

7 วิธีการ Optimize รูปภาพบนเว็บไซต์เพื่อ SEO

1. Image compression/ Image resize

ขนาดรูปภาพมีความสำคัญต่อการทำ SEO และการให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์ เนื่องจาก ขนาดภาพที่ใหญ่ จะส่งต่อระยะเวลาการโหลดที่นานขึ้น และปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่เข้าถึงเว็บไซต์ผ่านช่องทางสมาร์ทโฟน ดังนั้นการโหลดที่นาน จะทำให้ลูกค้าหนีไปได้ง่าย ๆ เลย 

การ ​Compress  รูปภาพให้อยู่ในขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นิยม ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเรื่องทำยังไงให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น 

ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่นิยมนำมาใช้อัดย่อขนาดของรูปภาพ เช่น Smush, GIMP และ TinyPNG 

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ plug-in บางรูปแบบที่ช่วยทำให้คุณสามารถใส่รูปภาพใน Dimension ต่าง ๆ ลงไป แล้วเครื่องมือเหล่านี้จะคอยคัดเลือกรูปภาพที่เหมาะสม ในแต่ละ Format เพื่อให้เข้ากับ Resolution ของหน้าจอ Device ที่ลูกค้าแต่ละคนกำลังใช้งานอยู่ ได้อีกด้วย 

วันนี้ The Growth Master ได้รวบรวมเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การทำ Image optimization ของคุณทำได้ง่ายขึ้น และสามารถวัดผลได้จริง จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย… 

เครื่องมือแนะนำสำหรับ Image optimization

แนะนำ WordPress Plug-ins สำหรับ Image Optimization

หลังจากที่คุณได้ทำการปรับลดขนาดรูปภาพต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ลงแล้ว มาลองใช้เครื่องมือเหล่านี้วัดผลกันว่า เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้นมั้ย และที่ทำมาได้ผลจริงหรือไม่ เพื่อเป็นการตรวจเช็คประสิทธิภาพของผลงานที่ได้ทำมา 

แนะนำเครื่องมือทำ Site Speed Testing

ใครที่ได้นำ Image Optimization Tools เหล่านี้ไปลองใช้ แล้วได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมนำมาแชร์กันด้วยนะคะ 

2. Image Format and Dimension

นอกจากขนาดของรูปภาพที่คุณควรให้ความสำคัญ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น เรื่องของ Format และ Dimension ของรูปภาพ ก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ 

เนื่องจากสกุลของรูปภาพแต่ละรูปแบบนั้น ก็ส่งผลต่อขนาดภาพ คุณภาพ ความคมชัด และความเหมาะสมในการนำไปใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันด้วย 

ดังนั้นแล้ว คงไม่มีใครอยากที่จะใช้สกุลไฟล์ภาพแบบผิดที่ผิดทาง ให้เปลืองพื้นที่เว็บไซต์ไปใช่ไหมล่ะคะ เพราะนั่นย่อมส่งผลต่อความช้าในการโหลดเข้าเว็บไซต์ และจะทำให้ลูกค้าหนีหายไปได้ง่าย ๆ เลย

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้สกุลไฟล์ภาพแบบไหน ?

โดยทั่วไปแล้วรูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์ จะมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ 

  • Vector Image ซึ่งเป็นรูปภาพที่ขยายเท่าไหร่ก็ไม่แตก มีความคมชัดมาก มักนำมาใช้ในพวกงานโฆษณาชิ้นใหญ่ ๆ ต้องการความคมชัดสูง แต่ข้อเสียของเจ้าตัวนี้ คือ ขนาดไฟล์ที่ใหญ่ กินที่เยอะ 

ภาพจาก www.motiongraphicplus.com 

  • Raster Image หรือ Bitmap เป็นรูปภาพที่ประกอบไปด้วยจุดสี หรือ pixel เวลาขยายมาก ๆ เข้า ภาพจะแตกเป็นจุดสี ซึ่งภาพประเภทนี้ มักนิยมใช้กันทั่วไปตามเว็บไซต์ต่าง สุกลไฟล์ที่สามารถพบเห็นได้บ่อย เช่น สกุลไฟล์ JPEG, PNG, GIF เป็นต้น

ภาพจาก www.motiongraphicplus.com 

ความแตกต่างของ Image Format แต่ละแบบ

  • PNG เป็นภาพที่มีคุณภาพสูง แต่ขนาดไฟล์ค่อนข้างใหญ่ เหมาะสำหรับใช้เวลาที่ต้องการเน้นดีเทลในภาพเยอะ ๆ เป็นพิเศษ

  • JPG เหมาะกับใช้โดยทั่วไป ให้ภาพที่คุณภาพอยู่ในระดับดี แต่ขนาดภาพไม่ใหญ่เกินไป แต่ก็อาจทำให้เสียดีเทลภาพไปบ้างนะคะ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่รับไม่ได้ ดังนั้นแล้ว The Growth Master จึงแนะนำให้ท่านใช้สกุลภาพนี้เป็นที่สุดค่ะ เว็บไซต์ทั่วไป มากกว่า 72.3 % รวมถึง e-commerce และ social media มากมายต่างก็ ใช้ไฟล์ JPG ในการลงรูปภาพ กันทั้งนั้นเลยล่ะค่ะ 
  • GIF เหมาะสำหรับภาพเคลื่อนไหว สาย animation ต่าง ๆ แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น มีเว็บไซต์ประมาณ 26.6 % เท่านั้น ที่ใช้ GIF เนื่องจาก ไม่มีความจำเป็น และกินพื้นที่มากกว่า JPG อีกด้วย

ภาพจาก contentmarketinginstitute.com

ดังนั้น สำหรับเว็บไซต์ปกติแล้ว  รูปแบบรูปภาพที่แนะนำให้ใช้คือ JPEG เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็ก แต่ไม่ทำให้คุณภาพรูปภาพแย่ไป สำหรับ PNG จะนิยมใช้เมื่อต้องการภาพที่ไม่มีแบคกราวน์ ส่วน GIF มักนิยมใช้สำหรับภาพเคลื่อนไหว แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น 

ในส่วน Image Dimension แนะนำให้ใช้ไม่ควรเกิน 2,560 pixels หรือไม่ควรเกินค่ามาตรฐานของ desktop screen resolutions นั่นเองค่ะ เนื่องจากการเลือกใช้ Dimension ที่สูงเกินไป สุดท้ายแล้ว หน้าจอของผู้ใช้งานก็ไม่สามารถที่จะเปิดการใช้งานใน Dimension ที่สูงเกินไปได้อยู่ดีค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำให้ใช้ที่ระดับมาตรฐานจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

3. DimensionSupporting content

โดยทั่วไปแล้ว การเลือกใช้บทความ เพื่อมาช่วยพัฒนาการทำ SEO เป็นสิ่งที่นิยม และยังช่วยเพิ่ม Visibility ให้กับเว็บไซต์ของคุณ รวมถึง เมื่อมีบทความที่ให้ความรู้แก่ลูกค้าแล้ว จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ ให้กับแบรนด์ของคุณ และสร้าง engagement กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

จากที่ได้เล่ามา รูปภาพก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ รูปภาพช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาได้โดยง่าย และเมื่อลูกค้าดูรูปภาพแล้ว คุณควรที่จะใส่คำบรรยายใต้ภาพด้วยเช่นกัน (image description) เพราะในส่วนตรงนี้จะช่วยในเรื่องการค้นหาของระบบ Internet crawler หรือ ​Google จะทำการค้นหารูปภาพและคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อ SEO ด้วยเช่นกัน 

ตัวอย่างเช่น รูปภาพมีไว้เพื่อโชว์รูปสินค้า แต่คำบรรยาย (supporting content) ควรมีไว้เพื่อที่จะอธิบายรายละเอียดของสินค้านั้น ๆ นั่นเอง

ภาพจาก support.google.com

4. Customize Image Titles

การตั้งชื่อรูปภาพบนเว็บไซต์นั้น ควรใส่ keyword ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาภาพลงไป

หากคุณจะใช้ keyword หลายตัว แนะนำให้ใส่ hyphens (-) เข้าไปด้วย

ประเภทของ keyword ที่ดี คือ  long-tail keywords, location-based keywords โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากธุรกิจของคุณมีปัจจัยเรื่องสถานทีเข้ามาเกี่ยวข้อง 

  • Long-tail keywords เช่น คำว่า “cheap clothes” เปลี่ยนเป็น “quality cheap clothes for teenage girls” เป็นต้น

  • Location-based keywords เช่น การใช้ชื่อสถานที่ของธุรกิจคุณ เข้าไปในคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ด้วย เช่น  “quality cheap clothes for teenagers in Bangkok”

โดยทั่วไปแล้วนั้น หากคุณใช้ WordPress ตัว Image Title นี้ จะเป็นชื่อเดียวกับ file name เลยค่ะ เพื่อความสะดวก แต่หากไม่ได้ใช้ WordPress ก็ให้ใช้ชื่อเดียวกับ File name ไปเลยก็ได้ หรือจะใช้ key word ตามหลักที่ได้กล่าวมาก็ได้เช่นเดียวกันค่ะ 

อย่างไรก็แล้วแต่ Image Title ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่าไหร่ สำหรับ SEO แต่เป็นตัวช่วยในเรื่องของ  user engagement มากกว่า เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจถึงภาพนั้น ๆ มากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งจะเป็นการส่งผลโดยอ้อม ว่าเมื่อลูกค้ามีการเข้าถึงเว็บไซต์และมี engagement ที่ดี ย่อมส่งผลต่อ SEO โดยอ้อมนั่นเอง

5. Unique images

การใช้รูปจากแหล่งรวมรูปภาพ เช่น stock photos นั้นไม่เสียหายอะไร เพียงแต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการพัฒนา Ranking ในการทำ SEO แล้วล่ะก็ นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักค่ะ

เพราะรูปภาพที่ธรรมดา และสามารถหาได้ทั่วไปจากการเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วยรูปแบบเดียวกัน จะทำให้ Rank เว็บไซต์นั้นตกลงไปท้าย ๆ ดังนั้นแล้ว การมีรูปภาพที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์จะสามารถช่วยให้ระบบ จัดเว็บไซต์ของคุณให้ขึ้นมาอยู่บนหน้าแรกได้มากขึ้น 

หลักการนี้ใช้ได้เช่นเดียวกันกับการลงคอนเทนต์ต่าง ๆ แน่นอนว่าคอนเทนต์ที่ซ้ำ ๆ กัน ย่อมไม่สร้างความแตกต่าง แต่คอนเทนต์ที่แตกต่างย่อมสร้างความโดดเด่น และพัฒนา Ranking ให้ดีขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน 

รูปภาพออริจินัลจะส่งผลในทางบวกต่อ SEO ค่อนข้างมากค่ะ เนื่องจาก Google ชอบภาพที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และหาไม่ได้จากที่อื่น ๆ 

แต่อย่าเพิ่งท้อใจ ! แม้ว่าคุณจะไม่มีภาพออริจินัลอยู่ในมือ เรา ก็มีเคล็ดลับดี ๆ มาแชร์ค่ะ คุณสามารถใช้ภาพ 2 ภาพ ที่เป็นภาพทั่วไป แล้วมา Tailor-made ให้กลายเป็นอีกภาพใหม่ ได้เช่นกัน วิธีนี้จะทำให้ Google พิจารณาว่าภาพนี้เป็นภาพที่ Unique เช่นกันค่ะ ไปดูตัวอย่างกัน ดังภาพนี้ค่ะ 

ภาพจาก www.gobluemedia.com 

เห็นแบบนี้แล้วก็มีกำลังใจกันขึ้นมาเลยใช่ไหมล่ะคะ รู้เคล้ดลับดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ลองนำภาพที่คุณมีไปสร้างสรรค์ให้เกิดภาพใหม่ ๆ ที่โดดเด่น บนเว็บไซต์กันได้เลย 

แนะนำเว็บไซต์ที่ให้บริการรูปภาพฟรี

  • StockSnap.io
  • Unrestricted Stock
  • Superfamous
  • Pexels
  • Unsplash
  • Burst

6. Image File Structure

การจัดวางหมวดหมู่รูปภาพอย่างเป็นระบบจะส่งผลต่อการค้นหารูปภาพบน Google ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากระบบของ Google Image ชอบข้อมูลที่มีโครงสร้างการจัดวางที่เป็นระบบ ทั้งกลุ่ม image, video และอื่น ๆ 

Google ได้แนะนำ Image Guildlines เอาไว้ใน เกี่ยวกับ การจัดวาง structure รูปภาพอย่างเป็นหมวดหมู่ 

โดยหนึ่งในเนื้อหาที่แนะนำคือ ควรมี File path และ File name ที่ชัดเจน และเป็นระบบเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการ Ranking ให้เว็บไซต์ถูกค้นหาได้โดยง่ายและรวดเร็ว 

ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทของคุณเป็นแบรนด์ E-commerce ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด การใส่ชื่อรูปภาพสินค้าทุกประเภทเข้ามาในไฟล์รวมเดียวกัน จะทำให้ระบบไม่ชอบ เพราะไม่เป็นสัดส่วน ระบบจะอ่านยาก แต่ควรจัดวางโครงสร้าง folder และ subfolders ให้ตรงตามประเภทของสินค้า เพื่อให้ง่ายในการค้นหาในระบบด้วย เช่น ตั้งเป็นหมวด ผ้ายีนส์ กางเกงขาสั้น เสื้อยืด เป็นต้น 

เมื่อทำการตั้ง subfolder อย่างเป็นระบบ จะส่งผลให้ Google มองหาภาพและคอนเทนต์บนเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลต่อ SEO ของคุณด้วยเช่นกัน

7. ใช้ Sitemap

Sitemap ทำหน้าที่เป็นเหมือนแผนผังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างของเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเปิดให้ search enging (Google) เข้ามาค้นหาและเก็บข้อมูลได้โดยง่ายและรวดเร็ว 

ภาพจาก medium.com

Sitemap มันสำคัญตรงที่ มันจะช่วยบอกว่าเว็บไซต์ของคุณ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีกี่หน้า มีรูปภาพ infographic, meme, video, และคอนเทนต์อะไรบ้าง ซึ่งมันจะส่งผลต่อ SEO ของเว็บไซต์คุณโดยตรงเลยล่ะค่ะ 

หากเว็บไซต์คุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ Yoast SEO ในการสร้าง Sitemap ได้ทันที ตัวนี้จะเป็น Plug-in ที่ให้โหลดมาใช้งานได้ง่าย ๆ เลย  

โดยการใส่ข้อมูลรูปภาพลงใน sitemap จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ search engine (Google) จะค้นพบรูปภาพบนเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น และช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น 

สรุป

แน่นอนว่ายังมีวิธีการอีกมากมายในการ Optimize รูปภาพบนเว็บไซต์เพื่อพัฒนา SEO แต่ทั้งนี้ 7 วิธีการนี้ เป็นเคล็ดลับที่เป็นพื้นฐานหลักที่ควรนำไปปรับใช้กัน สรุปโดยรวมได้แก่ การย่อขนาดรูปภาพ การใช้คำอธิบายรูปภาพเพิ่มเติม การเลือกใช้ชื่อรูปภาพที่เป็นเอกลักษณ์ การใช้รูปภาพออริจินัล การวางโครงสร้างไฟล์รูปภาพอย่างเป็นระบบ และการใช้ Sitemap เพื่อส่งเสริมการทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่อเว็บไซต์ของทุก ๆ คน

หวังว่าผู้อ่านจะได้นำความรู้และเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปลองปรับใช้กับธุรกิจไม่มากก็น้อยกันนะคะ หากใครมีคำถามหรือเครื่องมืออื่น ๆ ที่น่าสนใจ สามารถมาแชร์กันเลย

เกี่ยวกับนักเขียน

Rattanawadee M.

Content Writer

Part-time marketer, Full-time learner
อยากเห็นผู้ประกอบการไทย มีความรู้ ความเข้าใจด้านการตลาด และเติบโตอย่างยั่งยืน

The Growth Master คือสื่อด้านการตลาดด้าน Growth Hacking เราอยากช่วยให้ผู้ประกอบการ นักการตลาด นักพัฒนา และดีไซน์เนอร์ได้นำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้จริง